หอบ หืด

หอบหืด’ ยุคนี้เป็นง่าย!! ศึกษาให้เข้าใจ ‘ลดเสี่ยง’

ากใครที่มีอาการ “ไอ” จนไม่สามารถนอนหลับได้ตามปกติจนทำให้เรียนหรือทำงานไม่ได้เต็มที่ ไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวันหรือเล่นกีฬาได้เหมือนคนปกติทั่วไป ควรพึงระวังไว้ว่า... อาจเป็น “โรคหอบหืด” ก็เป็นได้!!... 

“โรคหอบหืด ไม่ใช่โรคเดี่ยวๆ แต่เป็นกลุ่มของโรคเช่นเดียวกับอาการปวดหัว ที่เป็นอาการของหลายๆ โรค” ...ทาง นพ.อภิชาติ วัลยะเสวี ผู้อำนวนการศูนย์ โรคภูมิแพ้และ หอบหืด โรงพยาบาลกรุงเทพ เกริ่นนำ ก่อนให้ความรู้เรื่องนี้ต่อไปว่า ถ้าพูดถึง “หอบหืด” จะอธิบายในเชิงของการแสดงออกของโรค และลักษณะพื้นฐานของโรค โดยจะเป็นโรคที่เกิดจากการอักสบของหลอดลม ทำให้มีอาการแน่นหน้าอก ไอ หรือเมื่อหายใจจะได้ยินเสียง “วี้ด” จากปอด

“บางวันก็ดีเป็นปกติ บางวันก็แสดงอาการออกมา ซึ่งจะทำให้เห็นความแตกต่างจากโรคอื่นๆ ที่มีลักษณะอาการใกล้เคียงกันอย่างโรคถุงลมโป่งพอง ซึ่งมักจะมีอาการเป็นประจำไม่ใช่เป็นๆ หายๆ โดยอาการแต่ละคนจะไม่เหมือนกันและ อาการหอบ แต่ละครั้งจะไม่เท่ากัน พบในเพศหญิงมากกว่าเพศชายประมาณ 1.5-1.8 เท่า”

โรคหอบหืด มีหลายปัจจัยทำให้เกิดอาการของโรค ขึ้น ซึ่งปัจจัยที่สำคัญคือ พันธุกรรม หากพ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย มีประวัติเป็น หอบหืด ก็มีโอกาสที่จะเป็น หอบหืด มากกว่าคนอื่นๆ โดยถ้าพ่อหรือแม่คนใดคนหนึ่งเป็น โรคหอบหืด อัตราเสี่ยงที่ลูกจะเป็น หอบหืด อาจจะเพิ่มขึ้นประมาณ 10 เปอร์เซ็นจากคนปกติ แต่ถ้าทั้งพ่อและแม่เป็น หอบหืด ทั้งคู่ อัตราเสี่ยงก็จะสูงขึ้นประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์

อีกปัจจัยหนึ่ง โดยเฉพาะในกลุ่ม หอบหืด ที่เป็นเด็ก คือ มีภูมิแพ้ร่วมด้วย จากสิ่งกระตุ้นประเภท สารก่อภูมิแพ้ เช่น ฝุ่นบ้าน ควันบุหรี่ ควันพิษจากสิ่งแวดล้อม ละอองจากซากแมลงสาบ ขนหรือสะเก็ดรังแคผิวหนังของสัตว์เลี้ยงอย่างแมวหรือสุนัข อาหารบางชนิด สารเคมีในที่ทำงาน ซึ่งสารแพ้สำคัญที่แพทย์มักพบในคนไข้ที่เป็น หอบหืด จากอาการแพ้ ก็คือ “ไรฝุ่น” เนื่องจากประเทศไทยมีปริมาณไรฝุ่นค่อนข้างมาก โดยคนไทยมีอาการแพ้ไรฝุ่นประมาณ 70-80 เปอร์เซ็นต์

รวมทั้ง เกสรดอกไม้ ชนิดต่างๆ หรือ สปอร์ของเชื้อรา เช่น เชื้อราในกลุ่มอัลเทอร์นาเรีย ซึ่งเป็นเชื้อราที่จะอาศัยเกาะกินและเจริญเติบโตบนพืชที่ยังมีชีวิตอยู่ และซากพืชที่ปล่อยทิ้งไว้ตามดิน ลักษณะจะคล้ายกับเกสรที่ลอยอยู่ในอากาศ ซึ่งมีความสัมพันธ์กับการเป็น หอบหืด โดยข้อมูลคนไข้บางรายที่มีอาการแพ้เชื้อราอัลเทอร์นาเรียจะมีอาการแสดงออกมาค่อนข้างมากด้วย

“ปัจจัยเสริม” ทำให้คนไข้ที่มี อาการหอบหืด อยู่แล้วมีอาการกำเริบขึ้นได้ คือ การเป็น หวัด การติดเชื้อไวรัส การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศอย่างรวดเร็ว การพักผ่อนไม่เพียงพอ การออกกำลังกายหักโหมเกินไป หรือแม้กระทั่งการรู้สึกเครียด การมีความวิตกกังวล ก็อาจกระตุ้นให้อาการ “หอบหืดกำเริบ” ได้ด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ สภาพแวดล้อม การใช้ชีวิต ที่อาจจะมีการเปลี่ยนแปลง ก็ส่งผลให้อาการของโรคแสดงออกมาเด่นชัดมากขึ้นหรือเร็วขึ้นได้ โดยคนไข้บางรายที่เกิดจากพันธุกรรมมีอาการในลักษณะนี้ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการใช้ชีวิตหรือสภาพแวดล้อม ทำให้อาการของโรคเป็นมากขึ้นหรือแสดงอาการเร็วขึ้น หรือแสดงอาการนานขึ้น

“ในอดีตเรามักจะคิดว่า หอบหืด เป็นโรคของชาติที่พัฒนาทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะเป็นประเทศในแถบยุโรป แต่ปัจจุบันความชุกของ หอบหืด มีมากขึ้นในกลุ่มของประเทศกำลังพัฒนา” ...แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ โรคภูมิแพ้ และ หอบหืด ระบุ

ทำไมถึงเป็นเช่นนี้?? ...จากการศึกษาด้าน หอบหืด ในต่างประเทศ พบว่า สาเหตุของโรคหอบหืด เกิดจากการใช้ชีวิตประจำวันร่วมด้วย โดยจะเห็นได้ว่า ประชากรยุคปัจจุบันมีน้ำหนักตัวที่มากขึ้น มีภาวะอ้วน ไม่ออกกำลังกาย ซึ่งสมัยก่อนเราจะเห็นเด็กๆ ออกไปวิ่งเล่นในสนาม สวนสาธารณะ แต่ในปัจจุบันไม่ค่อยได้เห็นสภาพนั้นแล้ว เพราะเด็กจะอยู่ในบ้าน เล่นเกม เล่นคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต หรืออยู่หน้าจอโทรทัศน์

“การอยู่เฉยๆ ทำให้อ้วน ส่งผลให้เป็น หอบหืด ได้ง่ายขึ้น และการที่อยู่แต่ในบ้าน อาจทำให้อยู่กับสารก่อภูมิแพ้ตลอดเวลา เช่น ไรฝุ่น สัตว์เลี้ยง ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นองค์ประกอบที่ทำให้ความชุกของโรคยุคนี้เพิ่มมากขึ้น”

อีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญมากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา คือ เรื่องของ ผิวหนัง โดยมีอุบัติการณ์การเกิด ผิวหนังอักเสบ อาการแพ้ทางผิว อาจจะเกิดจากการที่ในยุคปัจจุบันพฤติกรรมบางอย่างของผู้คนส่งผลให้เกิดผิวหนังแห้งได้มากขึ้น ผิวหนังมีโอกาสกระทบกับสารแพ้ได้มากและง่ายขึ้น โดยสารแพ้เหล่านั้นทำให้อุบัติการณ์ของการเป็น ภูมิแพ้ และ หอบหืด มีมากขึ้น

การวินิจฉัย โรคหอบหืด นั้น นพ.อภิชาติกล่าวว่า สามารถทำได้โดยการซักประวัติและอาการคนไข้ รวมทั้งการตรวจสมรรถภาพปอดโดยการเป่าเพื่อตรวจปอด เพื่อประเมินว่าคนไข้เป็น โรคหอบหืด หรือไม่ หรือถ้าเป็น หอบหืด อยู่ในระดับใด จะได้แบ่งอาการว่าเป็นมากหรือน้อย เพราะการรักษาขึ้นอยู่กับอาการที่คนไข้เป็น และตัวเลขที่ได้จากการตรวจสมรรถภาพปอด ซึ่งทางแพทย์ก็จะหาแนวทางในการรักษาผู้ป่วยให้ถูกต้องและมีประสิทธิภาพต่อไป

โรคหอบหือ เป็น “โรคเรื้อรัง” โดยมากมักจะเป็นตั้งแต่เด็กไปจนโต แต่บางคนก็เริ่มมีอาการตอนเป็นผู้ใหญ่แล้ว บางคนมีอาการไม่กี่นาทีก็หาย บางคนเป็นมากถึงกับเสียชีวิตก็มี ในเมืองไทยพบอัตราการเสียชีวิตในเด็กประมาณ 2 คนต่อประชากรเด็ก 1 ล้านคนต่อปี ส่วนในกลุ่มวัยรุ่นมีประมาณ 10-20 คน ต่อประชากรวัยรุ่น 1 ล้านคนต่อปี

ข้อมูลในต่างประเทศพบว่า ส่วนใหญ่คนที่เสียขีวิตจาก อาการหอบหืด จะเป็น คนสูงอายุ เนื่องจากมัก มีโรคประจำตัวหลายโรค ทั้ง เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หัวใจ ทำให้ยิ่งมีความเสี่ยง รวมทั้งส่งผลให้การวินิจฉัย โรคหอบหืด ทำได้ค่อนข้างจะลำบาก และอีกประการที่สำคัญ กลุ่มคนสูงอายุมักไม่ค่อยให้ความสนใจหรือตระหนักกับ โรคหอบหืด เท่าที่ควร

“คนที่เป็นแล้วไม่ใช้ยา รวมถึงกลุ่มคนที่เป็นรุนแรง ควบคุมโรคได้ลำบาก เป็นแล้วมีอาการหนัก และคนไข้ที่แพ้ยาในกลุ่มแอสไพริน ล้วนมีตวามเสี่ยงในการเสียชีวิตทั้งสิ้น”

นอกจากนี้ คนที่ไม่รู้ว่าตนเองเป็น หอบหืด ในระดับใด มีอาการมากน้อยเพียงใด เป็นอีกกลุ่มที่ต้องระวัง ซึ่งมีคนไข้ที่เป่าเครื่องตรวจสมรรถภาพปอดปรากฎว่าอยู่ในระดับ 80 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป ถือว่าปกติ แต่ก็มีคนไข้บางรายเป่าได้ 75 เปอ์เซ็นต์ แต่มาหาหมอด้วยอาการนอนไม่ได้ แน่นหน้าอก ไอทั้งคืนเจ็บหน้าอกไปหมด ในขณะที่มีคนไข้บางคนเป่าได้แค่ 40 เปอร์เซ็นต์ แต่เดินมานั่งคุยกับหมอได้ด้วยอาการที่ปกติ ไม่ได้แสดงอาการมากมายนัก ก็จะเห็นได้ว่า มีคนไข้ที่ไม่รู้ว่าตนเองมีอาการของโรคมากน้อยแค่ไหน ซึ่งกลุ่มนี้ก็จะเป็นกลุ่มที่เสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้อีกกลุ่มหนึ่ง

ทั้งนี้ เนื่องจาก “หอบหืด” เป็น “โรคที่ไม่สามารถคาดเดาได้ว่าเมื่อไหร่จะมีอาการ” และ “ไม่สามารถทราบว่า การหอบ แต่ละครั้งจะเป็นมากแค่ไหน” ดังนั้น การศึกษาให้เข้าใจถึงอาการของโรค การมีแผนการรักษาที่ดีจึงสำคัญ จะช่วยให้ผู้ป่วย หอบหืด สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ สามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดี

 

ที่มา: คอลัมน์รักษ์สุขภาพ หนังสือพิมพ์เดลินิวส์